วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ประโยชน์ของการดื่มน้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าวมีประโยชน์หลายอย่าง  ซึ่งบางท่านอาจยังไม่ทราบว่า ประโยชน์เหล่านี้มีอะไรบ้าง วันนี้เก็บเอาประโยชน์ของการดื่มน้ำมันมะพร้าว  มาร่วมแชร์ค่ะ

CHAOKOH น้ำมันมะพร้าว บริสุทธิ์ 100% สกัดเย็น ตรา ชาวเกาะ ขนาด 200 ml. จำนวน 3 ขวด 600 บาท
From 507 บาท

 

 

 

1. กินแล้วไม่อ้วน

น้ำมัน มะพร้าวให้พลังงานน้อยกว่าน้ำมันชนิดอื่น นั่นคือ 8.6 กิโลแคลอรีต่อกรัม ในขณะที่น้ำมันชนิดอื่นให้พลังงานถึง 9 กิโลแคลอรีต่อกรัม มีกรดไขมันอิ่มตัวที่ไม่ทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระและไขมันทรานส์ น้ำมันมะพร้าวช่วยเพิ่มอัตราเมตาบอลิซึมนานถึง 24 ชั่วโมง ทำให้อาหารหรือปริมาณแคลอรีถูกนำไปเผาผลาญมากขึ้น ไม่เหลือเป็นแคลอรีส่วนเกิน ที่จะถูกสะสมเป็นไขมันส่วนเกิน

 2. กระตุ้นการขับถ่าย

          น้ำมันมะพร้าวมีกรดไขมันอิ่มตัวสายปานกลาง ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของลำไส้ใหญ่ จึงช่วยกระตุ้นการขับถ่าย สำหรับคนที่กินน้ำมันมะพร้าวในระยะแรกอาจมีอาการท้องเสีย ถือว่าเป็นอาการปกติ แต่ถ้าหากกินไปสักระยะแล้วยังมีอาการท้องเสียอยู่ ควรหยุดทาน เพราะน้ำมันมะพร้าวอาจไม่เหมาะกับธาตุในร่างกาย

 3. บำรุงกำลัง

น้ำมันมะพร้าวนั้นกินแล้วย่อยง่าย ร่างกายดูดซึมไปใช้ในกระบวนการเผาผลาญได้ทันที อีกทั้งกินแล้วอิ่มนาน จึงทำให้ร่างกายมีกำลังเพิ่มขึ้นโดยธรรมชาติ ซึ่งไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงใด ๆ ด้วยเหตุนี้ น้ำมันมะพร้าวจึงถูกนำไปบำรุงกำลังแก่นักกีฬาทั้งแบบชงดื่ม และแบบแท่ง รวมถึงเป็นอาหารเสริมสำหรับผู้สูงอายุด้วย

 4. ช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคกลุ่มเสื่อม

          น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติลดคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) และช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) จึงช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคกลุ่มเสื่อมต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน โรคหัวใจ โรคตับ และโรคไต

 5. บำรุงกระดูก

สาร อาหารในน้ำมันมะพร้าวนั้นอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่จำเป็นต่อความ­แข็งแรง ของกระดูก ได้แก่ แคลเซียม และแมกนีเซียม จึงช่วยเสริมสร้างมวลกระดูก ไม่ให้เปราะ แตกหักง่าย

 6. บำรุงครรภ์

          น้ำมันมะพร้าวถือว่าเป็นอาหารที่ดีต่อคุณแม่และทารกน้อยในครรภ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากคุณแม่รับประทานน้ำมันมะพร้าวในช่วงตั้­งครรภ์ ก็จะช่วยให้ทารกมีภูมิคุ้มกันที่ดี และเป็นการเพิ่มคุณค่าของน้ำนมแม่อีกด้วย เพราะในน้ำมันมะพร้าวอุดมไปด้วยกรดลอริก ซึ่งเป็นกรดไขมันที่พบได้ในน้ำนมแม่ นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียม ที่จะช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง รวมทั้งป้องกันภาวะกระดูกพรุน หรือการสูญเสียแคลเซียมของคุณแม่ในช่วงตั้งครรภ์อีกด้วย

 7. ช่วยให้การนอนหลับดีขึ้น

          ในน้ำมันมะพร้าวอุดมไปด้วยกรดลอริก กรดคาปริก และกรดคาปริลิก ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยผ่อนคลาย การรับประทานน้ำมันมะพร้าวติดต่อกันทุกวันในปริมาณเพียงเล็กน้อ­ยจะช่วยให้ คุณนอนหลับได้สนิทขึ้น และยังช่วยบรรเทาอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง ลดความเครียด และอาการอ่อนเพลียได้ด้วย

 8. ลดการอักเสบและติดเชื้อ

น้ำมัน มะพร้าวสามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ที่เกิดจากการติดเชื้อได้ เพราะกรดลอริกในน้ำมันมะพร้าวจะถูกเปลี่ยนเป็น สารมอโนลอริน (monolaurin) มีคุณสมบัติสร้างภูมิคุ้มกัน และมีฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรีย ถือเป็นเป็นทั้งยาปฏิชีวนะธรรมชาติที่ช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยจ­ากการติด เชื้อต่าง ๆ เช่น เชื้อไข้หวัดใหญ่เริม คางทูม เจ็บคอ

 9. บำรุงสุขภาพในช่องปาก

          น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติลดการสะสมของแบคทีเรียในช่องปาก อันเป็นสาเหตุให้เกิดคราบพลัคที่จะนำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ ภายในช่องปาก เช่น เหงือกอักเสบ เหงือกช้ำ บวม แดง หรือเลือดออกตามไรฟัน รวมถึงอาการติดเชื้อบริเวณลำคอด้วย วิธีใช้คือนำน้ำมันมะพร้าวมาอมบ้วนปากครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ วันละ 1 ครั้ง

 10. ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง

น้ำมัน มะพร้าวมีกรดไขมันอิ่มตัวสูงถึงร้อยละ 92 ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย และยังมีวิตามินไบโอที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม มะเร็งตับ และมะเร็งผิวหนัง

ที่มา  ประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าว

ขจัดรอยดำตามขาหนีบและข้อพับ

 

วันนี้มีวิธีง่ายๆ ในการแก้ปัญหารอยดำตามขาหนีบและข้อพับ  โดยใช้วัตถุที่มีอยู่ในครัวเรือน   สามารถทำได้จริง  ถึงแม้การใช้สมุนไพรหรือวัสดุในธรรมชาติจะได้ผลช้า  แต่ประหยัดและได้ผลจริง ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ  ลองนำไปทดลองใช้กันดูค่ะ

ขาหนีบและข้อพับดำ

1.  ใช้มะขามเปียกขัดบริเวณข้อพับ ทำได้ง่าย ๆ ด้วยการนำมะขามเปียกประมาณ 4-5 ชิ้น และนมสด 1 แก้ว ขยำให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วพอกขัดถูเบา ๆ ที่บริเวณที่เป็นรอยดำ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง รอยดำจะค่อย ๆ จางลง หรือใครสะดวกจะขัดทั้งตัวก็ได้ จะได้มีผิวพรรณที่กระจ่างใส เปล่งปลั่ง และเนียนนุ่มทั้งตัวเลยจ้า
2.ใช้มันฝรั่งแช่เย็น + น้ำมะนาว + น้ำมันมะกอก ขัดรอยดำ ขั้นตอนแรกให้สาว ๆ หั่นมันฝรั่งที่แช่เย็นให้เป็นแผ่นบาง ๆ นำมาวางบริเวณข้อพับที่เป็นรอยดำทิ้งไว้ 15-20 นาที หลังจากนั้น คั้นน้ำมะนาว 2 ลูก ผสมกับน้ำมันมะกอก คนให้เข้ากัน แล้วนำมาถูบริเวณข้อพับประมาณ 3 นาที จึงค่อยออกด้วยน้ำสะอาด
3.ใช้สครับสูตรธรรมชาติ อย่างเช่น จมูกข้าว ขัดถูเบา ๆ เวลาอาบน้ำ หรือจะใช้ผงสมุนไพร ที่มีส่วนผสมของขมิ้น มาถูนวดเบา ๆ บริเวณที่มีรอยคล้ำ ก็จะช่วยแก้อาการข้อพับดำได้ไม่น้อย
4.ทาเบบี้ออยล์ขณะที่ผิวเปียก เมื่ออาบเสร็จแนะนำให้สาว ๆ ทาเบบี้ออยล์ขณะที่ผิวเปียก แล้วจึงเช็ดตัวให้แห้ง เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้ผิวบริเวณที่หยาบกระด้างค่อย ๆ ปรับสภาพให้นุ่มขึ้นได้เรื่อย ๆ และจะหายจากอาการหยาบกระด้างในที่สุดค่ะ

วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

วิธีทำปลาร้ารับประทานด้วยตนเอง

อาหารอีสาน ที่ขึ้นชื่อคือปลาร้า  ไม่ใช่ว่าชอบเฉพาะ คนอีสาน ปลาร้าได้รับความนิยมจากคนทั่วโลกทีเดียว  สำหรับใครที่อยากลองทำปลาร้าเพื่อรับประทานเอง วันนี้นำเอาวิธีการทำปลาร้าด้วยตนเองมาฝากกันค่ะ

image

  • ขั้นตอนแรก นำปลาที่จะใช้หมักมาล้างให้สะอาด ขอดเกล็ดให้สะอาดหากเป็นปลาขนาดใหญ่ จากนั้นเอาไส้และขี้ปลาออกด้วยสำหรับปลาขนาดใหญ่ เมื่อล้างเสร็จแล้วนำปลาไปวางพักไว้ที่ตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ
  • จากนั้นเตรียมส่วนผสม ได้แก่ เกลือ ข้าวคั่ว หรือรำ โดยใช้ปลา 6 ถ้วย เกลือ 2 ถ้วย และข้าวคั่วหรือรำ 1 ถ้วย แล้วคลุกให้เข้ากัน เมื่อได้ที่แล้วตัวปลาจะแข็ง หากปลายังเละอยู่ให้ใส่เกลือแล้วคลุกอีกครั้ง
  • นำส่วนผสมทั้งหมดใส่ภาชนะที่ล้างสะอาดแล้ว เช่น โหล ไห หรือตุ่ม ใส่ปลาให้ต่ำกว่าขอบปากภาชนะเล็กน้อย จากนั้นใช้ผ้าหรือพลาสติกปิดปากภาชนะให้สนิท หากเป็นไหแล้วนั้นจะนิยมนำผ้าห่อขี้เถ้าให้เป็นก้อนแล้ววางปิดทับที่ปากไห เพื่อกันแมลงวันไม่ให้ไปวางไข่ เพราะหากวางไข่แล้วจะเกิดหนอน
  • หมักทิ้งไว้จนมีน้ำเกลือท่วมตัวปลา แต่ขึ้นอยู่กับขนาดของปลา อย่างน้อยควรหมัก 5-8 สัปดาห์ หรือนานถึง 1 ปี หากเป็นปลาร้าแล้วตัวปลาจะมีสีแดงขึ้น ก็สามารถนำมาทานได้แล้ว

บทความที่เกี่ยวข้อง

ปลาร้าทอด

 

ขอขอบคุณ ที่มา : นิตยสารเรื่องผู้หญิง ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

อร่อยกับปลาร้าทอด

วันนี้มาชวนเข้าครัวทำปลาร้าทอดกันค่ะ   โดยมีเครื่องส่วนผสมและเครื่องปรุงดังนี้

  • ปลาร้าชิ้นใหญ่ 1 ชิ้น หรือเลือกเป็นตัว ๆ 1 ตัว
  • หอมแดงซอย 3 หัว
  • กระเทียมหัวใหญ่ 3 หัว
  • พริกชี้ฟ้าแดง 1 เม็ด (ถ้าชอบทานเผ็ดสามารถเพิ่มได้ตามใจชอบ)
  • น้ำมัน
  • แป้งสาลี หรือแป้งโกกิ
  • มะนาวครึ่งลูก

ปลาร้าทอด

1.  นำปลาร้าคลุกกับแป้งสาลี หรือแป้งโกกิ   ติดเตาตั้งกะทะใส่น้ำมันให้ร้อน ใส่ปลาร้าที่เตรียมไว้ ทอดให้สุกทั้งสองด้าน เมื่อสุกแล้วใส่ตะแกรงพักไว้
2. เตรียมจานสำหรับเสิร์ฟ นำปลาร้าทอดจัดใส่จาน โรยหน้าด้วยหอมแดงซอย กระเทียมซอยหยาบ ๆ บีบมะนาวโรยหน้า ยกเสิร์ฟได้เลย

เสร็จแล้วน้ำลายไหล  หอมกรุ่นทีเดียวค่ะ

วิธีปรุงอาหารที่ทำจากปลาหมึกให้อร่อยไม่คาว

อาหารแต่ละชนิด  ก็ต้องมีเทคนิคในการปรุงเพื่อที่จะได้อร่อย  เคยดูภาพยนต์เกาหลีแดจังกึม  ต้องคาราวะวิธีการปรุงอาหารของแม่ครัวทีเดียว  แหมกว่าจะอร่อยได้ขนาดนี้  ต้องเรียนรู้กันมากทีเดียว วันนี้นำวิธีการปรุงอาหาร ที่มีปลาหมึกเป็นส่วนประกอบมาฝากค่ะ  สำหรับวิธีการประกอบอาหารแต่ละชนิด  ควรเลือกปลาหมึกให้เหมาะด้วยนะคะ   สำหรับวิธีการปรุงอาหารมีเทคนิคง่ายๆ ดังนี้ค่ะ

image

1.ให้ใช้ไฟแรงและใช้เวลาในการปรุงสั้น  อย่าใช้เวลานาน ไม่เช่นนั้นปลาหมึกเหนียว ไม่อร่อยค่ะ

2 .ก่อนนำมาปรุง ให้บั้งตัวปลาหมึกเป็ฯตาราง จะได้ทำให้เครื่องปรุงเข้าไปในตัวปลาหมึก  ได้ดี เพราะปลาหมึกเนื้อเหนียวนั่นเอง วิธีการบั้นก็

โดยใช้มีดคมๆเอียง 45 องศาแล้วบั้งถี่ เพื่อให้เครื่องปรุงซึมเข้าเนื้อได้ง่าย

3. วิธีล้างปลาหมึกไม่ให้มีกลิ่นคาวควรบีบมะนาวลงไปในน้ำที่ใช้ล้างจะช่วยดับกลิ่นได้

4.หากต้องการเก็บไว้ยังไม่ได้นำมาปรุง  วิธีการก็เพียง เมื่อบั้งตัวปลาหมึกและหั่นเป็นชิ้นตามต้องการแล้วให้นำไปลวกในน้ำร้อนที่เดือดจัดแล้วรีบตักขึ้นอย่าให้สุกเกินไปเพราะจะทำให้ปลาหมึกเหนียว หากลวกแล้วปรุงอาหารไม่หมดก็สามารถเก็บใส่ภาชนะนำเข้าตู้เย็นเก็บไว้ได้  ต่อจากนั้นเมื่อกต้องการนำมาประกอบอาหาร   ให้นำเนื้อปลาหมึกที่หั่นไว้มาคลุกกับแป้งมันหมักทิ้งไว้สักพักแล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า เมื่อนำมาปรุงอาหารจะทำให้เนื้อปลาหมึกกรอบอร่อย

วิธีล้างปลาหมึกให้ขาวและไม่มีกลิ่นคาว

อาหารทะเลเป็น อาหารที่ได้รับความนิยมพอสมควร  ไม่ว่าจะเป็นปลาหมึก  กุ้ง หอย  วันนี้เราจึงนำเสนอวิธีล้างปลาหมึกและกุ้งไม่ให้คาว มาร่วมแชร์  วิธีการง่ายๆ คือ ระหว่างล้างปลาหมึกหรือกุ้ง ให้บีบมะนาวลงไปในน้ำที่ใช้ล้าง เพื่อจะช่วยลดกลิ่นคาว และยังทำให้ปลาหมึกมีเนื้อขาวขึ้นอีกด้วย หรือหากไม่มีน้ำมะนาว  ให้ใช้น้ำส้มสายชู ประมาณ 2 ช้อนชา ใส่ลงไป แช่ทิ้งไว้ 10 นาที จากนั้นล้างน้ำสะอาดอีกครั้ง ตั้งทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ แล้วจึงนำมาประกอบอาหาร 

 

image

พับเสื้อยืดง่ายๆ ลดเนื้อที่ให้น้อยที่สุด

สำหรับช่วงของการเดินทาง   หากเราสามารถพับเสื้อผ้า  แพ็คกระเป๋าโดยกินพื้นที่ให้น้อยที่สุด  นั่นคือจะช่วยทำให้เราเดินทางได้สะดวกที่สุด คุณว่าไหม  วันนี้นำเทคนิคในการพับเสื้อยืดไม่ให้ยับยู่ยี่มากมาย  แถมกินเนื้อที่ในกระเป๋าคุณได้น้อยที่สุด ที่สำคัญพกพาสะดวกด้วยนะ   ถามว่าโม้ไปหรือเปล่า  ไม่เลย ถ้าคุณเห็นไอเดียในการพับเสื้อยืดแบบนี้ คุณอาจร้องโอ้โห ทำได้ไง

image

กางเสื้อยืดที่คุณต้องการพับออกมา
image



พับชายเสื้อตอนท้ายขึ้น  โดยพลิกข้างนอกออก ประมาณ 1 นิ้ว ทั้งข้างบนและล่าง
image

พับด้านข้างของเสื้อยืดให้ขอบเสื้อมาอยู่กึ่งกลางของตัวเสื้อ 
image

พับเก็บแขนเสื้อ  ดังภาพ
image

พับอีกข้างของตัวเสื้อ  โดยให้ชายเสื้อมาทบกับอีกด้าน

 
image

พับเก็บแขนเสื้อเช่นเดียวกัน
image

หันด้านคอเสื้อเข้ามาหาตัวแล้วเริ่มพับม้วน ดังภาพ โดยให้ชายเสื้ออยู่ตรงกันข้าม
image

เมื่อม้วนมาจนถึงปลายเสื้อ  ให้ดึงชายเสื้อที่พับไว้ประมาณหนึ่งนิ้ว  มาปิดทับเสื้อที่ม้วนมาจากคอเสื้อ


image

เพียงเท่านี้ก็จะได้ package ใหม่ให้เสื้อยืดของคุณแล้วค่ะ
image

พกพาสะดวก แถมดึงออกง่ายด้วยค่ะ ไม่ยับง่ายและประหยัดพื้นทีใช้สอยไปได้เยอะทีเดียว

ศึกษาเพิ่มเติมได้จากวีดีโอด้านล่างนี้ค่ะ

ครีมหมักผมสูตรป้องกันและแก้ไขผมหงอกก่อนวัยอันควร

ครีมหมักผมสมุนไพรต้านผมหงอกเพียงนำสมุนไพรที่เราแนะนำต่อไปนี้ มาทำเป็นครีมหมักผม จะช่วยต้านปัญหาผมหงอกก่อนวัยของคุณได้

ผมหงอกสูตรที่ 1
เอาบอระเพ็ดสดหั่นแล้วชั่งให้ได้ 3 กก. เอามาตำคั้นเอาน้ำ จากนั้นนำน้ำคั้นบอระเพ็ดมาคั้นกับมะพร้าวขูด 1กก. คั้นเอาน้ำ นำมาตั้งไฟเคี่ยวในกะทะทองเหลืองหรือหม้อสแตนเลส แล้วเอาขิงสดซอยบางๆ ประมาณ 1กำมือ ใส่ลงไปเคี่ยวพร้อมกันจนน้ำระเหยไปหมดเหลือแต่น้ำมัน เสร็จแล้วนำมากรองด้วยผ้าขาวบาง เหลือเป็นน้ำมันเก็บไว้ชโลมผมและนวดหนังศีรษะอย่างน้อย 15 นาทีจึงล้างออก
หมายเหตุ สัดส่วนในการทำอาจลดหรือเพิ่มได้ตามส่วน
สูตรที่ 2
ใบบัวบกสดทั้งต้น 1 กิโลกรัม เติมน้ำ 1 ลิตร ปั่นให้ละเอียด กรองเอาแต่น้ำมาเคี่ยวกับน้ำมันามะพร้าวประมาร 1 แก้ว เคี่ยวจนน้ำระเหยไปหมด เอาน้ำมันมาชโลมผมหรือนวดหนังศีรษะทิ้งไว้อย่างน้อย 15 นาที แล้วจึงล้างออก
สูตรที่ 3
ใช้กะเม็งตัวเมียทั้งต้น ทำน้ำมันโดยใช้สัดส่วนและวิธีการเช่นเดียวกับสูตรที่ 2
สูตรที่ 4
เอาเนื้อลูกมะขามป้อมมาทำน้ำมันโดยใช้สัดส่วนและวิธีการเช่นเดียวกับสูตรที่ 2
ลองใช้สูตรดังกล่าวแล้วผมคุณจะกลับดกดำไม่ต้องอายใครต่อใครอีกแล้ว...

SOL เซรั่ม + ครีมนวด + แชมพู บำรุงผม 2,890 บาท
From 2,490 บาท

ลดหน้าท้องด้วยกายบริหาร

ลดพุงกันดีกว่า

เป็นที่รู้กันว่า การออกกำลังกาย ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง  และทำให้รูปร่างดี  แต่หลายคนมักจะบอกว่า ทำไม่ได้เพราะไม่มีอุปกรณ์  วันนี้นำคลิปลด หน้าท้อง ที่คุณจะต้องทึ่ง รับรองว่าลดหน้าท้องได้แสนง่าย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใด ๆ มาช่วย  เพียงมีใจที่พร้อม อยากมีสุขภาพดี และรูปร่างดีไปพร้อม ๆ กัน  เพียงออกกำลังกายตามวีดีโอนี้  ใช้เวลาไม่นานนัก แต่ได้เหงือและหน้าท้องลด   ชัวร์ พุงหาย ไขมันลด  จริงตามที่คุณต้องการ

 

Verena The Secret Plus เวอรีน่า สวยแบบวีเจ วุ้นเส้น (30 เม็ด x 3 กล่อง) 2,700 บาท
From 1,699 บาท

สูตรพอกหน้าใส ง่ายๆ จากครัวเรือน

วันนี้นำสูตรพอกหน้าใสอย่างเป็นธรรมชาติ  ที่สามารถหาวัตถุดิบได้ในครัวเรือนของเรา   ประสิทธิภาพสูงสุด  คุณสาว ๆ หาสามารถทำเองที่บ้านได้   โดยมีรายละเอียดดังนี้ค่ะ

1. สูตรน้ำผึ้ง+โยเกิร์ต นำน้ำผึ้งและโยเกิร์ตมาผสมเข้าด้วยกัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาพอกลงบนใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
2. สูตรมะละกอสุก+นมสด นำมะละกอสุกและนมสดมาทำการผสมให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาทำการพอกบนใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
3. สูตรน้ำมะพร้าว นำน้ำมะพร้าวมาทาบนใบหน้า เนื่องจากน้ำมะพร้าวสามารถช่วยทำให้ผิวนุ่มเนียน และชุ่มชื่นมากยิ่งขึ้น
4. สูตรกล้วยหอม+นมสด นำกล้วยหอมและนมสดมาผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาทำการพอกบนใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

พอกหน้า

5. สูตรโยเกิร์ต นำโยเกิร์ตรสธรรมชาติมาพอกหน้า แล้วทิ้งเอาไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
6. สูตรดินสอพอง เป็นสูตรที่เหมาะกับคนหน้ามัน นำดินสอพองมาผสมกับน้ำเปล่า แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาทำการพอกบนใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
7. สูตรไข่ขาว นำไข่ขาวมาพอกที่หน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
8. สูตรขมิ้น นำขมิ้นมาบดให้ละเอียดผสมน้ำเล็กน้อย แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาทำการพอกลงบนใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
9. สูตรแอปเปิ้ล นำแอปเปิ้ลประมาณครึ่งผล ปั่นให้ละเอียดโดยที่ไม่ต้องปอกเปลือก แล้วนำมาพอกบนใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 25 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
10. สูตรแอปเปิ้ล+น้ำมะนาว นำแอปเปิ้ลประมาณครึ่งผล ปั่นให้ละเอียดโดยที่ไม่ต้องปอกเปลือกแล้วนำแอปเปิ้ลที่ปั่นละเอียดแล้วผสมเข้ากับน้ำมะนาวประมาณ 2
ช้อนชาให้เข้ากัน จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้มาทำการพอกบนใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

11. สูตรมะเขือเทศ+โยเกิร์ต นำมะเขือเทศลูกเล็กๆ จำนวน 3 ลูก และโยเกิร์ต 3 ช้อนโต๊ะ ปั่นให้ละเอียดให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาทำการพอกบนใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
12. สูตรโยเกิร์ต+เกลือป่น นำโยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย ผสมเข้ากับเกลือป่นละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ ให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาทำการพอกบนใบหน้า จากนั้นให้ใช้ปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางขัดไปทั่วหน้าในลักษณะวงกลมอย่างเบามือประมาณ 5 นาที แล้วปล่อยทิ้งเอาไว้ 5 นาที หลังจากนั้นให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาด
13. สูตรแตงกวา+ไข่ขาว เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาหน้าที่มีความมัน และปัญหาเรื่องสิวมากๆ นำแตงกวา 1 ลูก ไข่ขาว 1 ฟอง น้ำมะนาว 1 ช้อนชา ผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาทำการพอกบนใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด 14. สูตรแตงโม นำแตงโมมาฝานให้เป็นชิ้นบางๆ จากส่วนที่แดงที่สุด จากนั้นให้นำชิ้นแตงโมเหล่านั้นมาแปะให้ทั่วใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
15. สูตรมะเขือเทศสด นำมะเขือเทศมาฝานให้เป็นชิ้นหนาๆ แล้วนำมาถูให้ทั่วใบหน้าและลำคอ เมื่อรู้สึกว่าน้ำในมะเขือเทศหมดแล้วให้เปลี่ยนชิ้นใหม่มาถูแทน ทิ้งเอาไว้สักครู่ แล้วใช้สำลีชุบน้ำเย็น เช็ดมะเขือเทศบนใบหน้าออกให้สะอาด

16. สูตรนมเปรี้ยวแช่เย็น สูตรนี้เหมาะสำหรับคนที่มีผิวมัน เริ่มจากการล้างหน้าให้สะอาด แล้วนำนมเปรี้ยวที่แช่เย็นมาทาพอกให้ทั่วใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 20 นาที แล้วใช้ผ้าขนหนูนุ่มๆ เช็ดออก
17. สูตรมะขามเปียก+นมสด นำน้ำที่คั้นออกมาจากมะขามเปียกที่ผสมกับน้ำอุ่นประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ ผสมเข้ากับนมสด 2-3 ช้อนโต๊ะ แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาทำการพอกบนใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
18. สูตรมะเขือเทศ+ข้าวโอ๊ต นำมะเขือเทศ 1 ผลมาบดให้ละเอียด แล้วผสมเข้ากับข้าวโอ๊ต 1 ช้อนชา ให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาทำการพอกบนใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
19. สูตรวุ้นว่านหางจระเข้ นำวานหางจระเข้มาปอกเปลือกเอาแต่เนื้อวุ้นที่อยู่ภายใน ล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำไปปั่นหรือบดจนละเอียดกลายเป็นเนื้อเจล จากนั้นนำไปการพอกบนใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
20. สูตรใบบัวบก นำใบบัวบกสดมาคั้นเอาน้ำ ใช้ผ้าก็อตสะอาดจุ่มเอาน้ำใบบัวบก แล้วนำผ้าก็อตไปวางทั่วใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออก

Kose Sekkisei Clear Whitening Mask ( 76ml ) 850 บาท
From 585 บาท

 

 

 

ข้อควรจำในการพอกหน้า ควรทำการพอกโดยเว้นบริเวณรอบดวงตา และปากเอาไว้เพื่อป้องกันระคายเคือง สำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย ควรทำการทดสอบก่อนว่าผิวของตัวเองแพ้ส่วนผสมในสูตรพอกหน้าใดหรือไม่

การดื่มน้ำมันมะพร้าวให้ถูกต้อง

นั่นคือตัวอย่างคุณสมบัติที่ดีของน้ำมันมะพร้าว แต่ถ้าจะสรุปให้ทราบถึงคุณประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวสำหรับการดื่มหรือมาทำอาหารนั้น สามารถสรุปได้ดังนี้
       1. ในน้ำมันมะพร้าวส่วนใหญ่เป็นกรดไขมันอิ่มตัวมากที่สุดในโลก หมายความว่าสายโซ่คาร์บอนได้จับกับไฮโดรเจนครบแขน ทำให้ไม่เปิดช่องให้ออกซิเจนเข้าทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่น จึงไม่เกิดอนุมูลอิสระ เมื่อเป็นไขมันที่แทบไม่เกิดอนุมูลอิสระจึงทำให้ไม่ทำให้เกิดความเสื่อมกับเซลล์ในร่างกายมนุษย์
       2. คุณสมบัติน้ำมันมะพร้าวที่อิ่มตัวมากที่สุดในโลก เมื่อโดนความร้อนก็ไม่เปิดโอกาสให้ออกซิเจนเข้าทำปฏิกิริยาเกิดโครงสร้างบิดตัวกลายเป็นไขมันทรานส์ได้ ทำให้ไม่ก่อให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือดอันเป็นสาเหตุสำคัญทำให้หลอดเลือดอุดตัน และเป็นโรคหัวใจ
       3. น้ำมันมะพร้าวมีองค์ประกอบเป็นกรดไขมันและไตรกลีเซอร์ไรด์สายโซ่ปานกลางมากที่สุดในโลก ทำให้ดูดซึมเป็นพลังงานแก่ตับได้เร็วมากภายใน 1-2 ชั่วโมง โดยไม่เหลือไขมันตกค้าง
       4. เป็นอาหารแก่เซลล์ได้รวดเร็วมาก โดยไม่ต้องพึ่งอินซูลิน ต่างจากการได้สารอาหารจากแป้งหรือกลูโคสในน้ำตาล หรือจากกรดไขมันสายยาวชนิดอื่น จึงเหมาะกับเป็นอาหารเสริมให้กับผู้ทีป่วยเป็นโรคเบาหวาน และกลุ่มโรคสมองเสื่อม (ความจำเสื่อม, พาร์กินสัน, ลมชัก, อัมพาต) และรวมไปถึงโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ วิธีการบริโภคกลุ่มนี้คือ งดแป้ง งดน้ำตาล และบริโภคน้ำมันมะพร้าวเสริม
       5. กระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลทำให้เพิ่มอัตราการเผาผลาญร่างกายได้สูงขึ้น ทำร่างกายสามารถแปลงคอเลสเตอรอล เป็นฮอร์โมน เยื่อหุ้มเซลล์ และน้ำดีได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นผู้ที่ดื่มน้ำมันมะพร้าวแทบทุกคนจะมี ไลโปโปรตีนชนิดหนาแน่นสูง High Density Lipoprotein หรือ HDL (ไขมันตัวดี)เพิ่มขึ้นทุกคน เพราะตับจะผลิต HDL ดึงคอเลสเตอรอลและ Low Density Lipoprotein หรือ LDL (ไขมันตัวเลว)ส่งไปใช้งานที่ตับได้มากขึ้น
       6. เมื่ออัตราการเผาผลาญสูงขึ้น จึงทำให้ลำไส้เคลื่อนตัวได้เร็วขึ้น ระบบการขับถ่ายดีขึ้น ในช่วงแรกๆของนักบริโภคมือใหม่ จึงอาจต้องค่อยๆปรับระดับการบริโภคให้ทยอยเพิ่มขึ้นจากน้อยไปหามากเพราะอาจมีอาการคล้ายท้องเสีย
       7. โมโนลอริน ซึ่งเป็นโมโนกลีเซอไรด์ของกรดลอริก โมโนคาโปรอินซึ่งเป็นโมโนกลีเซอไรด์ของกรดคารปริลิก โมโนคาปริลินของกรดคาปริก ซึ่งอยู่ในน้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อ แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ยิสต์ โปรโตซัว ที่ก่อโรค และยังกระตุ้นการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T เซลล์ จึงเป็นน้ำมันที่ฆ่าเชื้อก่อโรคได้มีประสิทธิภาพมาก และหากโมโนลอรินฆ่าเชื้อในลำไส้ร่างกายก็อาจจะต้องมีการขับถ่ายออกมาได้มากเช่นเดียวกัน

CHAOKOH น้ำมันมะพร้าว บริสุทธิ์ 100% สกัดเย็น 400 บาท
From 358 บาท

 

 

 

 


       8. มีสารต้านอนุมูลอิสระ ในรูปของ วิตามินอี สารฟีนอล และสารไฟโตสเตอรอล
       คำถามมีอยู่ว่าจะบริโภคอย่างไรจึงจะดีที่สุด จึงขอรวบรวมคำแนะตามของสูตรต่างๆดังนี้
       1. ถ้าต้องการบริโภคอาหารที่ต้องผัดและทอด ให้ใช้น้ำมันมะพร้าวแทนน้ำมันชนิดอื่นทั้งหมด
       2. สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก คือกินก่อนอาหารครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ วันละ 2-3 ช้อนโต๊ะ ตามสัดส่วนของน้ำหนักตัว การกินอาหารจะทำให้รู้สึกอิ่มท้อง พร้อมกับกินผัก โปรตีน และไขมัน และให้ลดหรืองด แป้งและอาหารรสหวาน
       3. ถ้าจะรับประทานตามที่สมาคมหัวใจของสหรัฐอเมริกาแนะนำไว้ก็คือ กินน้ำมันไม่เกิน 30% ของแคลอรีรวม
       นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล ได้ยกตัวอย่างว่า:
       "ถ้าคนปกติ กินวันละ 2,500 แคลลอรี ก็ควรเป็นน้ำมัน       =  750 แคลลอรี
       ในจำนวนนี้เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว                                = 250 แคลลอรี
       น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ (15 ซีซี.) ถ้ากิน 2 ช้อนโต๊ะ                =  30 ซีซี
       คิดเป็นแคลอรี 30 x 9                                              = 270 แคลลอรี
       แปลว่าถ้าเดินสายกลาง ควรกินน้ำมันมะพร้าววันละ             =  2 ช้อนโต๊ะ
       ส่วนใครที่กินมังสวิรัติ ไม่รับประทานทั้งเนื้อ นม ไข่ ชีส ก็อาจกินน้ำมันมะพร้าวได้ถึงวันละ 6 ช้อนโต๊ะ

วิธีดื่มน้ำมันมะพร้าว

        ส่วน ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา ได้แนะนำว่า ถ้าน้ำหนักตัว 34 - 44 กิโลกรัม ให้บริโภค 2 ช้อนโต๊ะต่อวัน, น้ำหนักตัว 45 -56 กิโลกรัม ให้บริโภค 2 ช้อนโต๊ะครึ่งต่อวัน, น้ำหนักตัว 57 - 67 กิโลกรัม ให้บริโภค 3 ช้อนโต๊ะต่อวัน, น้ำหนักตัว 68-78 กิโลกรัมให้บริโภค 3 ช้อนโต๊ะครึ่งต่อวัน, ส่วนน้ำหนักตัว 79 กิโลกรัมขึ้นไป ให้บริโภค 4 ช้อนโต๊ะครึ่งต่อวัน
        สำหรับการบริโภคเพื่อบำบัดโรคสมองเสื่อม ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา ได้กล่าวว่าไตรกลีเซอไรด์สายปานกลางที่ใช้สำหรับการรักษา อยู่ที่ 20 กรัมต่อวัน หากคำนวณปริมาณน้ำมันมะพร้าว จะอยู่ที่ 35 มิลลิกรัม หรือ 7 ช้อนชา อย่างไรก็ตามมีคนจำนวนมาก มีความทนทานต่อน้ำมันมะพร้าวต่างกัน ดังนั้น จึงควรบริโภคน้อยๆ แล้วค่อยๆเพิ่มขึ้น จนถึง 7 ช้อนชา โดยเริ่มจาก 1 ช้อนชา รับประทานร่วมกับอาหารในตอนเช้า จากนั้นค่อยๆ เพิ่มขึ้นทุก 2-3 วัน จนกระทั่งท่านสามารถทนต่อการบริโภคทีเดียว 7 ช้อนชา การบริโภคน้ำมันมะพร้าวร่วมกับอาหาร โดยเฉพาะอาหารเหลว เป็นวิธีที่ดีสุด เพื่อที่จะป้องกันปัญหาท้องเดิน
        อย่างไรก็ตาม นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล ให้ความเห็นเพิ่มเติมด้วยว่า เราแนะนำให้คนทั่วไปกินน้ำมันมะพร้าวประมาณ 3 ช้อนโต๊ะต่อวัน และจะเพิ่มขึ้นตามน้ำหนักตัวซึ่งกลับจะลดน้ำหนักหรือไขมันเลือด แต่ทั้งนี้เมื่อน้ำหนักลดลงแล้ว ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินด้วย อย่ากินแป้ง ข้าวขัดขาว อาหารขยะ นม รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากนมวัว น้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ ให้หันมากินข้าวกล้องและผักผลไม้มากขึ้น รวมทั้งหมั่นออกกำลังกาย เพื่อเผาผลาญแคลอรีส่วนเกินออกไปด้วย
        แม้ว่ากะทิ 4-5 ส่วน จะมีน้ำมันมะพร้าว 1 ส่วน แม้จะให้ผลเท่ากันในเชิงเปรียบเทียบปริมาณการบริโภค แต่ก็ต้องระวังด้วยเพราะกะทิมักจะกินกับแป้งขัดขาว ในขณะที่ขนมที่มีกะทิก็ต้องไม่ให้หวานเกินเช่นกัน
        นอกจากนี้แล้วผมยังเห็นว่ามื้อที่เหมาะแก่การดื่มสดมากที่สุดคือมื้อเช้า เพราะเป็นมื้อที่มีการอดอาหารมาหลายชั่วโมง โดยเฉพาะหากมีการลดแป้งและน้ำตาลตอนมื้อเย็นก่อนหน้า สารคีโตนในน้ำมันมะพร้าวจะมาเลี้ยงเซลล์สมองได้ดีกว่ามื้ออื่น แต่ถึงกระนั้นสำหรับบางคนที่ไม่สามารถดื่มน้ำมันมะพร้าวในคราวเดียวได้ ก็สามารถแบ่งดื่มได้ระหว่างแต่ละมื้อตามความเหมาะสมของร่างกาย แต่แนะนำให้ดื่มก่อนมื้ออาหารสัก 1 ชั่วโมง เพื่อดูว่าหลังได้รับพลังงานจากน้ำมันมะพร้าวแล้ว เราจะรู้สึกอยากกินอาหารอีกเท่าไหร่ให้พอดีกับความต้องการหลังดื่มน้ำมันมะพร้าว (ทั้งไม่ให้มากไปและน้อยไป)
        ในความเห็นของผมเพิ่มเติม น้ำมันมะพร้าวจัดเป็นอาหารฤทธิ์ร้อน ดังนั้นก็จะต้องพิจารณาสมดุลร้อนเย็นอีกด้วย ดังนั้นการวัดอุณหภูมิในร่างกายถ้าในช่วงร้อนเกินหากจะบริโภคน้ำมันมะพร้าวจะต้องจัดสมดุลอาหารฤทธิ์เย็นเข้าช่วยด้วย เช่น น้ำใบบัวบก ใบเตย ฯลฯ แต่ถ้าผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้วหรือผู้ชายที่มีอุณหภูมิใต้ลิ้นเฉลี่ย 5 วันในช่วงเช้าต่ำกว่า 36.3 องศาเซลเซียส หรือในผู้หญิงที่ยังมีประจำเดือนมีอุณหภูมิต่ำกว่า 36.4 องศาเซลเซียส น้ำมันมะพร้าวจะเหมาะที่จะบริโภคอย่างยิ่ง
        อย่างไรก็ดีคนที่รับประทานยากเพราะความมันของน้ำมันนั้น ก็มีเทคนิคเล็กน้อยคือดื่มน้ำอุ่นๆตามเล็กน้อย ส่วนถ้ามีเครื่องดื่มอย่างอื่นเพื่อสุขภาพ เช่น น้ำเอนไซม์ให้ดื่มหลัง หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นที่มีรสชาติหวานให้ดื่มหลังจากนั้น 1 ชั่วโมง ส่วนคนที่รับประทานสดๆ ไม่ได้ความจริงแล้วก็ยังสามารถผสมในอาหารได้อีกหลายเมนู เช่น การใช้น้ำมันสกัดเย็นไปร่วมผสมหุงข้าวเสมือนเป็นข้าวมันมะพร้าวร่วมกับธัญพืชงอกหลายๆชนิด หรือเมนูผัดทอดที่เหมาะกับน้ำมันสกัดเย็นที่สุดก็ดูเหมือนจะเป็นเมนูไข่ ทั้งไข่ดาว ไข่เจียว ไข่กวน กลิ่นมะพร้าวจะมีความกลมกลืนคล้ายเนยได้อย่างลงตัว แต่ถ้าเป็นไปได้การดื่มสดจะมีคุณภาพมากที่สุด
        ส่วนน้ำมันสำหรับปรุงอาหารที่เป็นสีเหลืองนั้น คุณภาพไม่เหมาะกับการดื่มสด เพราะคุณสมบัติด้อยกว่าน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น เพียงแต่เราใช้ไปเพื่อไม่ต้องไปใช้น้ำมันชนิดอื่นที่มีโทษต่อสุขภาพร่างกายเราเท่านั้น

ที่มา http://www.manager.co.th/AstvWeekend/ViewNews.aspx?NewsID=9570000038282

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ข้อควรจำก่อนการขัดผิว

ถึงแม้การขัดผิวจะช่วยทำให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมา ทำให้ผิวเรียบเนียนขาวใสขึ้น  แต่ทว่า หากขัดผิวไม่ถูกต้อง ก็มทำให้คุณผิวเสียได้ด้วยนะ  นี่เป็นข้อควรจำที่คุณต้องรู้ก่อนขัดผิวกันค่ะ

ขัดผิว

1. ไม่ควรทำการขัดหน้าบ่อยจนเกินไป โดยความถี่ที่เหมาะสมในการขัดหน้า คือ 1-2 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ซึ่งถือว่าเพียงพอแล้ว นอกจากนี้การทิ้งระยะเวลาในการขัดหน้าจะช่วยเปิดโอกาสให้เกิดการสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาทนแทนเซลล์ผิวเก่าที่ถูกขัดออกไป ดังนั้นถ้าหากฝืนทำการขัดหน้าบ่อยๆ แทนที่จะทำให้หน้าใส กลับเป็นการรบกวนผิว ทำให้ใบหน้าแห้งกรัง เกิดสิว แถมริ้วรอยยังมาเยือนอีกต่างหาก
2. ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์หรือครีมที่มีส่วนผสมของกรดอัลฟา ไฮดรอกซี (Alpha hydroxylacids) ที่มากจนเกินไป เพราะถึงแม้ว่ากรดดังกล่าวจะมีฤทธิ์ในการช่วยผลัดเซลล์ผิว แต่หากใช้ในปริมาณมากจนเกินไป หรือทาบ่อยๆเป็นประจำทุกวัน การกระตุ้นให้ผิวหน้าผลัดเซลล์อยู่ตลอดเวลาจะทำให้ผิวใบหน้าถูกทำลายมากกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาด้านผิวเกิดขึ้นตามมาในระยะยาว 
3. ไม่ควรนำผลิตภัณฑ์ขัดผิวตัวมาใช้ในการขัดผิวหน้า ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับการขัดผิวหน้าโดยเฉพาะ และไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ขัดผิวหน้าที่มีเม็ดขรุขระ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีเม็ดละเอียด เพื่อความปลอดภัยต่อผิวหน้าที่มากขึ้น ให้คุณสาวๆนำผลิตภัณฑ์ที่จะใช้ทำการขัดผิวหน้า มาทดลองขัดที่ผิวหนังบริเวณหลังมือก่อน ถ้าหากทำการถูแล้วไม่รู้สึกเจ็บ หรือแสบผิว จึงค่อยนำไปใช้ในการขัดผิวหน้าต่อไป
4. ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการขัดผิวหน้ามากที่สุด คือ เวลากลางคืน เพราะหลังจากที่เราทำการขัดผิวหน้าเสร็จแล้ว ในขณะที่นอนหลับ เซลล์ผิวหน้าจะได้ทำการซ่อมแซม ฟื้นฟู จากการสูญเสียที่เกิดขึ้นในขณะที่ทำการขัดหน้า

5. สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องสิวแต่อยากทำการขัดผิวหน้า ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ขัดผิวหน้าสำหรับคนที่เป็นสิวเป็นเฉพาะ เพื่อช่วยลดโอกาสที่จะไปสร้างความระคายเคืองให้กับผิวหน้าในขณะที่ทำการขัดผิวหน้า ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เกิดสิว หรือสิวอักเสบมากขึ้น แต่ทางที่ดีที่สุดคือ ควรงดการขัดผิวหน้าในขณะที่เป็นสิวจนกว่าจะหายดี
6. ควรหลีกเลี่ยงการขัดผิวหน้าเมื่อรู้ว่าจำเป็นต้องไปในสถานที่ที่มีแสงแดดจัด เช่น ชายทะเล เป็นต้น ไม่ควรทำการขัดผิวหน้า อย่างน้อย 48 ชั่วโมง ก่อนไปในบริเวณที่มีแสงแดดมาก เพราะการขัดผิวหน้าทำให้ผิวหน้าบางลง ผิวหน้าจึงมีความไวต่อแสงแดดมากขึ้นตามไปด้วย
7. หลังจากที่ทำการขัดผิวหน้าควรทาครีมกันแดด ที่มีค่า SPF มากกว่า 15 เมื่อจำเป็นที่จะต้องออกไปข้างนอกบ้าน เพราะการขัดผิวหน้าจะทำให้ผิวบอบบางลง และไว้ต่อแสงแดดมากยิ่งขึ้น
8. ในขณะที่ทำการขัดผิวหน้าด้วยมือ ควรขัดเบาๆ พร้อมกับใช้มือขัดในลักษณะถูเป็นวงกลมเล็กๆ ไล่ให้ทั่วใบหน้า โดยเน้นที่บริเวณหน้าผาก จมูกและคางเป็นพิเศษ เนื่องจากในบริเวณดังกล่าวมักจะเกิดการอุดตันของรูขุมขน ซึ่งทำให้เกิดสิวขึ้น อีกทั้งยังไม่ควรขัดผิวหน้านานจนเกินไปนัก ควรใช้เวลาในการขัดประมาณ 10-15 นาที หรือน้อยกว่านั้นก็เพียงพอแล้ว
          9. หลังจากที่ทำการขัดผิวหน้าควรทำการบำรุงผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ทุกครั้ง เพื่อเป็นการคืนความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้า

ที่มา  ขัดหน้า

Yoko - Spa Milk Salt 300g. 39 บาท
From 31 บาท

ครีมขัดผิวมะขาวทำเองกันดีกว่า

เจอสูตรทำครีมขัดผิวมะขาม   เลยนำมาแชร์ต่อ  เพราะว่ามันสามารถหาวัสดุในบ้านเราได้  ทำเองก็ได้ง่าย ไม่ยุ่งยากมากนัก  วัตถุดิบและขั้นตอนดังนี้ค่ะ

วัตถุดิบ

1. น้ำซาวข้าวเหนียว 1 ลิตร ไม่มีข้าวเหนียวข้าวเจ้าก็ไม่ผิดกติกา

2. มะขาม 1 กิโล

3. ขมิ้น 1/2 ช้อนโต๊ะ

4. ไพล 1 ช้อนโต๊ะ

5. ว่านนางคำ 1 1/2 ข้อนโต๊ะ

6. กวาวเครือขาว 1 ช้อนโต๊ะ

7. เปราะหอม 1 ช้อนโต๊๊ะ

8.น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ

9. นมจืด 150 ml

วิธีทำ

นำน้ำซาวข้าวไปต้มพอเดือด นำมาแช่กับมะขามเปียก 1-2 ชม ให้เนื้อพอง จากนั้นขยำคั้นให้เนื้อออกมา แล้วใช้ผ้าขาวบางกรองเอาแต่เนื้อ

นำไปตั้งไฟอ่อนเคี่ยวให้น้ำระเหยเล็กน้อย ใส่ผงสมุนไพรทั้งหมดลงไป เคี่ยวต่อให้เข้ากัน ใส่นมจืด กวนระวังไหม้  พอเนื้อข้นเล็กน้อย ปิดเตาใส่น้ำผึ้ง เป็นอันเรียบร้อย เก็บใส่ขวดโหลฆ่าเชื้อ เก็บไว้ใช้ได้นาน  แต่เพื่อจะได้ใช้ใหม่ ๆ ก็ไม่ควรผสมไว้มากนัก

 วิธีใช้

ใช้พอกหน้า พอกผิว พอแห้งแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ไม่ควรทำเกิน 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ทำแล้วอย่าลืมบำรุงทาโลชั่นและกันแดดด้วยนะ

เพราะหลังจากพอก กรด AHA จากมะขามจะผลัดเซลล์ผิวทำให้ผิวบางลง อากาศเมืองร้อนอย่างเรา ครีมกันแดดต้องพกติดตัวตลอด ไม่งั้นพอกไปก็ไม่ช่วยนะ

ที่มา http://talk.mthai.com/topic/422024

Yoko - Spa Milk Salt 300g. 39 บาท
From 31 บาท

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

น้ำมันมะพร้าวและสรรพคุณด้านความงาม

น้ำมันมะพร้าวเป็นเครื่องสำอางค์ของคนไทย ที่มีมาตั้งแต่เนิ่นนาน  เคยเห็นคุณยายนำมานวดทาผิว และทาริมฝีปาก  วันนี้ค้นไปเจอสรรพคุณอื่นๆ ของน้ำมันมะพร้าว เลยนำมาร่วมแชร์บนเวบบล็อกค่ะ

1. ใช้เป็นคลีนซิ่ง ทำความสะอาดเครื่องสำอางค์  เพียงใช้สำลีชุบน้ำมันมะพร้าว แล้วป้ายไปตามส่วนที่ต้องการขจัดคราบเครื่องสำอางค์   ก็จะทำให้ผิวหน้าของคุณสะอาด และไม่มีสารเจือปนตกค้าง ทำร้ายแก่ผิวหน้าของคุณ

2. ใช้บำรุงผิว  สำหรับใครที่ผิวแห้ง  เพียงนวดน้ำมันมะพร้าวลงไปบน ผิว หรือหลังอาบน้ำ ก่อนเช็ดตัวให้ใช้น้ำมันมะพร้าว เพียงเล็กน้อย ทาให้ทั่วตัวก่อนที่จะเช็ดตัวให้แห้ง  เพียงเท่านี้ผิวคุณจะนุ่มนิ่ม  รักษาความชุมชิ้นให้ได้ทั้งวันเชียวค่ะ

3. หยุดปัญหารอยคล้ำ รอยตีนกา ให้น้ำมันมะพร้าวหยดลงบนสำลี  เช็ดให้รอบผิวหนังรอบดวงตา ไม่นานรอยคล้ำใต้ตา  รวมทั้งตีนกาจะหายไป   แถมยังทำให้ขนตายาวขึ้นด้วยนะคะ

4. หมักผมก่อนสระ สัก 15-20 นาที ทำสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง  จะช่วยทำให้ผมดกดำเป็นธรรมชาติ  ที่สำคัญยังจะช่วยบำเทาอาการผมร่วง และช่วยป้องกันผมหงอกก่อนวัยได้อีกด้วย

5. ช่วยดับกลิ่นเต่า หลังอาบน้ำให้ใช้น้ำมันมะพร้าวทารักแร้  เพราะน้ำมันมะพร้าวจะมีกรดธรรมชาติสำหรับฆ่าเชื้อแบคทีเรีย  ช่วยดับกลิ่นเตามให้คุณได้

6. ใช้ทาเล็บมือเล็บเท้า จะทำให้เล็บแข็งแรงขึ้น

7.ส้นเท้าแตก ให้ลองใช้น้ำมันมะพร้าว ทารอบ ๆ ส้นเท้า แล้วสวมถุงเท้าทุกวันก่อนนอน ไม่นานนัก ผลของอาการส้นเท้าแตกจะหายไป  และยังช่วยทำให้หนังเท้าเนียนนุมขึ้นด้วย

จะเห็นได้ว่า ประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวมีมากมาย อย่ารอช้า รีบเข้าไปหาน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์มาติดไว้เป็นเครื่องสำอางค์กันดีกว่าค่ะ

CHAOKOH น้ำมันมะพร้าว บริสุทธิ์ 100% สกัดเย็น ตรา ชาวเกาะ ขนาด 200 ml. จำนวน 3 ขวด 600 บาท
From 507 บาท

วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

แก้ปัญหารีดผ้าไหม้แบบง่ายๆ

วิธีในการแก้ปัญหารีดผ้าไหม  วิธีที่ 1  ให้รีบบีบน้ำมะนาวตรงรอยไหม้ ทาให้ทั่ว  เสร็จแล้วนำไปตากแดด  รอยไหม้ก็จะหายไป 

รีดผ้าไหม้

วิธีที่ 2  ให้โรยน้ำตาลทรายลงไปตรงรอยไหม้ทันที  พรมน้ำให้ชื้อแล้วถูเบา ๆ ต่อจากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด  ก็จะหมดรอยไหม้

ส่วนวิธีขจัดรอยไหม้ในเตารีด  ให้คุณใช้ เทียนไข หรือพาราฟินแท่ง มาถูตอนเตารีดร้อนๆ มันจะละลายไป แล้วเอาเศษผ้าไม่ใช้แล้วมาเช็ดก็จะออก ทำให้เตารีด รีดได้เรียบดีด้วย

ล้างเห็ดให้ขาวสวย

เห็ดเป็นอาหารอันอุดมคุณค่าทางโภชนาการ  แต่กรรมวิธีในการล้างให้ขาวสวยก่อนนำไปรับประทาน  ก็มีวิธีการไม่ยากนักดังนี้ค่ะ   เพียงให้คุณนำเห็ดล้างและแช่ใว้สักครึ่งชั่วโมง ในน้ำผสมน้ำส้มสายชู 1ช้อนชา ต่อน้ำ 1 ลิตร  พอครบเวลาก็นำมาล้างด้วยน้ำสะอาดอีกที  รับรองว่าเห็ดของคุณจะขาวสวยแน่นอน

ล้างเห็ด

ขิงดอง เคล็ดลับในการดอง

ถ้าเกิดอยากให้ขิงดองมีสวย  สีเหลืองๆค่อนไปทางชมพู  ก่อนดองให้บีบน้ำมะนาวลงไปคลุกเคล้าให้ทั่วก่อนทำการดอง  และหากไม่อยากให้เกิดเชื้อราในขวดที่ดองขิง  ให้ลวกขวดในน้ำร้อน  และเก็บขวดที่ดองขิงไว้ในตู้เย็น เพียงเท่านี้ก็จะไม่เกิดเชื้อราเรียบแล้วหล่ะค่ะ

ขิงดอง

ล่อมอดออกจากถังข้าวสาร

ข้าวสารในถังถ้ามีมอดอยู่  ผู้รู้แนะนำวิธีล่อมอดออกจากถังข้าวสาร  โดยล่อให้มอดมารวมตัวกันในที่เดียว   เพื่อความสะดวกและง่ายในการกำจัด  โดยให้ท่านทำดังนี้  นำเอาถ่านสำหรับก่อไฟ  ก้อนโตพอสมควร  3-4 ก้อน ทำความสะอาดให้ดี  แล้วนำไปวางในถังข้าวสาร  มอดเห็นถ่านดำ ๆ คล้ายสีของมัน มันจะพากันไต่ขึ้นมาเกาะ  ต่อจากนั้นก็เพียงนำก้อนถ่านไปเคาะตัวมอดทิ้ง ก็จะสามารถกำจัดมอดในถังข้าวสารไปได้แล้วค่ะ

ล่อมอดออกจากถังข้าวสาร

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ย่างมันเทศอย่างไรให้สุกไว

ใครชอบรับประทานมันเผาร้อน ๆ  วันนี้ผ่านไปเจอเทคนิค  ในการทำให้มันเทศเผาได้สุกไวขึ้น  

มันเทศเผา

เพียงคุณนำมันเทศที่ต้องการเผา ไปแช่น้ำร้อนจัด ๆ ก่อนสัก 15 นาที  แล้วค่อยเอานำขึ้นย่างบนเตาไฟ   จะทำให้มันเผาคุณสุกได้ไวขึ้นค่ะ

วิธีเลือกเก็บมะละกอแก่จัด

ใครเคยสงสัยไหมคะว่า   ทำอย่างไรเราจะสามารถเลือกเก็บมะละกอจากต้นให้ได้  ผลมะละกอที่แก่จัด  เหมาะที่จะเก็บมาไว้รับประทาน  เพราะเดี๋ยวไม่นานมันก็จะสุก   วิธีการแสนง่าย ทีคุณอาจจะยังไม่รู้  มีดังนี้ค่ะ

วิธีดูมะละกอแก่หรือไม่

ให้คุณลองเอาไม้ขีด  ลงไปบนผิวของมะละกอ  หากยางมะละกอไหลเร็ว  แสดงว่า มะละกอลูกนั้นยังอ่อนอยู่   ถ้าน้ำยางมะละกอไหลช้า แสดงว่ามะละกอลูกนั้นแก่  เหมาะที่จะเก็บมาไว้รับประทานแล้วค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ทำน้ำมะนาวอย่างไรไม่ให้มีรสขม

น้ำมะนาว  เป็นน้ำหวานที่ทำได้ง่าย  รสชาติอร่อย แค่คิดก็น้ำลายสอซะแล้ว  แต่เชื่อไหมว่าสาวๆ หลายคน ที่ลงมือเข้าครัวทำน้ำมะนาว รับประทานเอง   หรือเพื่อเสริฟ์แขก  บางคนมักจะทำน้ำมะนาวแล้วมีรสขม  สาเหตุเพราะว่า น้ำมันที่เปลือกมะนาวนั่นเอง  ถูกบีบและหยดลงไปบนน้ำมะนาวของคคุณด้วย  มันเลยทำให้มีรสชาติขม ไม่น่ารับประทาน 

น้ำมะนาว

เทคนิคในการแก้ไขน้ำมะนาวที่มีรสขม  ก็เพียงแค่ กอ่นที่คุณจะคั้นน้ำมะนาว  ให้นำมะนาวทั้งลูกลงไปแช่ในน้ำร้อนเสียก่อน  สักครู่ เป็นการล้างน้ำมันหอมระเหยที่เปลือกผิวของมะนาวออกไป  เสร็จแล้วค่อยนำมาผ่าซีก แล้วคั้นน้ำมะนาว  เติมน้ำเชื่อม เหยาะเกลือลงไปสักนิด  แล้วเทใส่แก้วน้ำแข็ง  เพียงเท่านี้คุณก็จะได้ น้ำมะนาวรสชาติหวานอมเปรี้ยว  ชื่นใจ ชื่อคอแล้วจ้า Red rose